วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

10 สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส ด้วยขมิ้นชัน

สำหรับใครที่กำลังมองหาสูตร วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ หรือวิธีทำให้หน้าใสแบบธรรมชาติ…อย่าได้พลาดค่ะ วันนี้เราได้รวบรวมสูตรวิธีมากมายเกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยขมิ้น รวมถึงสูตรหน้าใสด้วยขมิ้นมาฝากค่ะ ซึ่งเป็นสูตร เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยแต่ก่อน สำหรับสาวๆ แล้วการใช้ขมิ้นทาผิวหน้าจะทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก แล้วจึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ จะทำให้เนื้อผิวละเอียดสวยชนิดที่หนุ่มมองได้ไม่วางตาเชียวละค่ะ


มารู้จัก ”ขมิ้น” กันเถอะ

ขมิ้นชัน” เป็นพืชสมุนไพร และประโยชน์ของขมิ้นชันกับผิวนั้นไม่ได้แค่ต่อต้านหรือลดการอักเสบหรือรักษาสิวเท่านั้น แต่ยังใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำและช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดยังช่วยบำรุงให้สีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำ ขมิ้นชันได้รับการยอมรับว่าช่วยลดการอักเสบและลดการระคายเคืองเมื่อนำมาใช้กับผิว อย่างที่รู้กันว่าสิวนั้นเกิดจากแบคทีเรีย P.acne ที่ทำให้เกิดการอักเสบหรือบวมแดงที่เราเห็น ซึ่งก็ได้มีการวิจัยว่าขมิ้นชันสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้และสามารถผสมใช้ร่วมกับNeem oil, Tea Tree oil เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ยังมีการวิจัยอื่นที่บอกอีกว่าขมิ้นชันช่วยปรับสภาพผิวเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่มีการผสมขมิ้นชันในเครื่องสำอางที่ขายตามท้องตลาดมากมาย


สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส


1 สูตรขมิ้นสด + ดินสอพอง + น้ำมะนาว

สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

ส่วนผสม

ขมิ้นสด (เล็กน้อย)

ดินสอพอง 2-3 เม็ด

มะนาว 1 ผล

วิธีทำ

นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


2 สูตรดินสอพองผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก

สูตรนี้ช่วยบำรุง: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ

ผลที่ได้ : จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง ให้ผลเร็ว 1-3 วันเห็นผลแน่นอน สิวแห้ง ยุบลง


ส่วนผสม

ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่

น้ำมะนาว 2 ช้อนชา

วิธีทำ

นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน (มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ)

ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง

จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ 15 - 20 นาทีหรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้

วิธีล้าง

ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน

จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน

ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง


3 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำมะนาว

สูตรนี้ช่วยบำรุง: ก็เป็นอีกสูตรที่ใช้กันเยอะ โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวเยอะมากบนใบหน้า พอลองใช้สูตรนี้แล้วพบว่า ช่วยลดอาการบวมแดงจากสิว สิวยุบเร็ว สิวและรอยสิวลดลง และหน้าเนียนขึ้นด้วย


วิธีทำ

ผสมผงขมิ้นชันกับน้ำมะนาว หรือถ้าอยากให้ข้นสามารถผสมกับน้ำมันต่างๆได้และแต้มที่สิวก่อนนอน หรือจะพอกทั่วทั้งใบหน้าก็ได้ ถ้าหากคุณเป็นสิวบนใบหน้าเยอะมาก โดยไม่ต้องล้างออก ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือจนคุณทนไม่ได้เพราะเมื่อพอกแล้วมันจะรู้สึกแสบหน้าค่ะ แต่ถ้าทิ้งข้ามคืนได้จะดีมากกกค่ะ


4 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง

สูตรนี้ช่วยบำรุง: ช่วยให้สิวยุบเร็วและช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย

ผลที่ได้ : ช่วยให้สิ้วเสี้ยนหลุด สมานผิวและรูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากสิวอักเสบ ไม่ให้เกิดเป็นแผลเป็น ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม


วิธีทำ

ครีมขัดและพอกหน้า นำขมิ้นผงผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นล้างหน้า ให้สะอาดแล้วนำขมิ้นที่เตรียมไว้ขัดใบหน้าเบา ๆ จนทั่วพอกไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที ล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่น ๆ


หรืออีกวิธี คือ ใช้เหง้าขมิ้นสดมาหั่นบาง ๆ แล้วตากแห้ง นำมาบดเป็นผงให้ละเอียดผสมกับน้ำนมทาตัวเอาไว้ก่อนจะอาบน้ำทิ้งไว้ 10 - 20 นาที เป็นอย่างน้อย แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือตามด้วยการอาบน้ำชำระร่างกาย ผลที่ได้รับคือ ช่วยให้ผิวนุ่มนวลเนียน แก้โรคผดผื่นคัน หรือจุดด่างดำบนร่างกายให้หายไป


5 สูตรขมิ้นชันสด

สูตรนี้ช่วยบำรุง: สำหรับคนที่ใช้ขมิ้นผงแล้วแพ้ เปลี่ยนมาใช้แบบสดดีกว่าค่ะ (เพราะเคยมีคนที่เกิดอาการแพ้ขมิ้นผง พอเปลี่ยนมาใช้แบบสดก็สามารถใช้ได้ไม่เกิดอาการแพ้ค่ะ)

ผลที่ได้ : ผิวเนียนขึ้น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หายหมดค่ะ


วิธีใช้

- นำขมิ้นชันสดมาปลอกเปลือก แล้วนำไปปั่นแล้วเอาไปใส่กระปุกแช่ตู้เย็นไว้ค่ะ พอครบ 1 อาทิตย์ ก็ทำใหม่ค่ะ

- ใช้คอตต้อนบัด จิ้มๆ น้ำแล้วนำมาทาหน้า ก่อนล้างหน้า 10-15 นาที

- ควรใช้ตอนเย็น เพราะหน้าจะเหลือง ต้องล้างประมาณ 2 ครั้งถึงจะออกค่ะ


6 สูตรน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง” มีสรรพคุณลดการอักเสบ และติดเชื้ออยู่ด้วย และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่น้ำผึ้งจึงใช้สมานบาดแผลชนิดต่างๆ

สูตรนี้ช่วยบำรุง: สูตรน้ำผึ้งนี้เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง แพ้ง่าย มะนาวอาจจะทำให้เกิดความระคายเคืองและแห้งมากขึ้น สูตรนี้จึงใช้น้ำผึ้งที่มีคุณสมบัติสมานผิวเข้ามาแทนที่ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยน้ำมันงา


ส่วนผสม

ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่

น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา

น้ำเปล่า 1/2 ช้อนชา

น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียด ผสมน้ำผึ้งและน้ำมันงา (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้) คนให้เข้ากัน

น้ำมาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา

ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

หลังล้างหน้าจะมีความมันของน้ำมันงาหลงเหลืออยู่บ้าง

หากไม่ชอบให้ล้างด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น


7 สูตรน้ำนมขมิ้น

สูตรนี้ช่วยบำรุง: น้ำนมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และบวกกับขมิ้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แก้ผดผื่นคัน และบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งด้วย สูตรนี้เหมาะกับทุกสภาพผิว


ส่วนผสม

ดินสอพองสะตุ 4 - 5 เม็ดใหญ่

นมสด 2 ช้อนชา

น้ำขมิ้น 1 ช้อนชา

วิธีทำน้ำขมิ้น

นำหัวขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นแล้วตำจนแหลก

ผสมน้ำเล็กน้อย กรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง

วิธีทำ

บดดินสอพองสะตุจนละเอียด แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด


8 สูตรขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม

ส่วนผสม

นำขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม

วิธีทำ

นำมาบดผสมกัน ใช้พอกหน้า และตัวเพื่อบำรุงผิวได้ (ถ้าผิวมันใช้ผสมกับน้ำมะกรูดเผาไฟ ถ้าผิวแห้ง ใช้ผสมกับน้ำผึ้ง หรือ นมสด) ควรพอกประมาณ 5 - 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น สลับกัน


9 สูตรดินสอพอง ผสมกับขมิ้น

ขมิ้น มีสรรพคุณ ฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ มันก็สามารถบรรเทาอาการสิวคุณได้

วิธีทำ

นำดินสอพองมาผสมกับผงขมิ้น คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว แต่ถ้าจะเอามาพอกหน้า ควร ลด ขมิ้นผงลง เพราะคุณอาจจะกลายเป็น ดีซ่านได้


10 ดินสอพอง ผสมกับไพล

ไพล เป็น ญาติกับ ขมิ้น แต่ไพล มีสีเหลืองนวล อ่อนกว่า ขมิ้น

มีสรรพคุณช่วย บำรุงผิว ลดอาการระคายเคือง วิธีทำ นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว

วิธีทำ

นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว หรือนำไปพอกหน้าก็ได้


มารู้จัก ”ขมิ้น” กันเถอะ

ขมิ้นชัน” เป็นพืชสมุนไพร และประโยชน์ของขมิ้นชันกับผิวนั้นไม่ได้แค่ต่อต้านหรือลดการอักเสบหรือรักษาสิวเท่านั้น แต่ยังใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำและช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดยังช่วยบำรุงให้สีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำ ขมิ้นชันได้รับการยอมรับว่าช่วยลดการอักเสบและลดการระคายเคืองเมื่อนำมาใช้กับผิว อย่างที่รู้กันว่าสิวนั้นเกิดจากแบคทีเรีย P.acne ที่ทำให้เกิดการอักเสบหรือบวมแดงที่เราเห็น ซึ่งก็ได้มีการวิจัยว่าขมิ้นชันสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้และสามารถผสมใช้ร่วมกับNeem oil, Tea Tree oil เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ยังมีการวิจัยอื่นที่บอกอีกว่าขมิ้นชันช่วยปรับสภาพผิวเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่มีการผสมขมิ้นชันในเครื่องสำอางที่ขายตามท้องตลาดมากมาย


สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส


1 สูตรขมิ้นสด + ดินสอพอง + น้ำมะนาว

สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

ส่วนผสม

ขมิ้นสด (เล็กน้อย)

ดินสอพอง 2-3 เม็ด

มะนาว 1 ผล

วิธีทำ

นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


2 สูตรดินสอพองผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก

สูตรนี้ช่วยบำรุง: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ

ผลที่ได้ : จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง ให้ผลเร็ว 1-3 วันเห็นผลแน่นอน สิวแห้ง ยุบลง


ส่วนผสม

ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่

น้ำมะนาว 2 ช้อนชา

วิธีทำ

นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน (มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ)

ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง

จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ 15 - 20 นาทีหรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้

วิธีล้าง

ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน

จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน

ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง


3 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำมะนาว

สูตรนี้ช่วยบำรุง: ก็เป็นอีกสูตรที่ใช้กันเยอะ โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวเยอะมากบนใบหน้า พอลองใช้สูตรนี้แล้วพบว่า ช่วยลดอาการบวมแดงจากสิว สิวยุบเร็ว สิวและรอยสิวลดลง และหน้าเนียนขึ้นด้วย


วิธีทำ

ผสมผงขมิ้นชันกับน้ำมะนาว หรือถ้าอยากให้ข้นสามารถผสมกับน้ำมันต่างๆได้และแต้มที่สิวก่อนนอน หรือจะพอกทั่วทั้งใบหน้าก็ได้ ถ้าหากคุณเป็นสิวบนใบหน้าเยอะมาก โดยไม่ต้องล้างออก ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือจนคุณทนไม่ได้เพราะเมื่อพอกแล้วมันจะรู้สึกแสบหน้าค่ะ แต่ถ้าทิ้งข้ามคืนได้จะดีมากกกค่ะ


4 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง

สูตรนี้ช่วยบำรุง: ช่วยให้สิวยุบเร็วและช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย

ผลที่ได้ : ช่วยให้สิ้วเสี้ยนหลุด สมานผิวและรูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากสิวอักเสบ ไม่ให้เกิดเป็นแผลเป็น ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม


วิธีทำ

ครีมขัดและพอกหน้า นำขมิ้นผงผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นล้างหน้า ให้สะอาดแล้วนำขมิ้นที่เตรียมไว้ขัดใบหน้าเบา ๆ จนทั่วพอกไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที ล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่น ๆ


หรืออีกวิธี คือ ใช้เหง้าขมิ้นสดมาหั่นบาง ๆ แล้วตากแห้ง นำมาบดเป็นผงให้ละเอียดผสมกับน้ำนมทาตัวเอาไว้ก่อนจะอาบน้ำทิ้งไว้ 10 - 20 นาที เป็นอย่างน้อย แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือตามด้วยการอาบน้ำชำระร่างกาย ผลที่ได้รับคือ ช่วยให้ผิวนุ่มนวลเนียน แก้โรคผดผื่นคัน หรือจุดด่างดำบนร่างกายให้หายไป


5 สูตรขมิ้นชันสด

สูตรนี้ช่วยบำรุง: สำหรับคนที่ใช้ขมิ้นผงแล้วแพ้ เปลี่ยนมาใช้แบบสดดีกว่าค่ะ (เพราะเคยมีคนที่เกิดอาการแพ้ขมิ้นผง พอเปลี่ยนมาใช้แบบสดก็สามารถใช้ได้ไม่เกิดอาการแพ้ค่ะ)

ผลที่ได้ : ผิวเนียนขึ้น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หายหมดค่ะ


วิธีใช้

- นำขมิ้นชันสดมาปลอกเปลือก แล้วนำไปปั่นแล้วเอาไปใส่กระปุกแช่ตู้เย็นไว้ค่ะ พอครบ 1 อาทิตย์ ก็ทำใหม่ค่ะ

- ใช้คอตต้อนบัด จิ้มๆ น้ำแล้วนำมาทาหน้า ก่อนล้างหน้า 10-15 นาที

- ควรใช้ตอนเย็น เพราะหน้าจะเหลือง ต้องล้างประมาณ 2 ครั้งถึงจะออกค่ะ


6 สูตรน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง” มีสรรพคุณลดการอักเสบ และติดเชื้ออยู่ด้วย และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่น้ำผึ้งจึงใช้สมานบาดแผลชนิดต่างๆ

สูตรนี้ช่วยบำรุง: สูตรน้ำผึ้งนี้เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง แพ้ง่าย มะนาวอาจจะทำให้เกิดความระคายเคืองและแห้งมากขึ้น สูตรนี้จึงใช้น้ำผึ้งที่มีคุณสมบัติสมานผิวเข้ามาแทนที่ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยน้ำมันงา


ส่วนผสม

ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่

น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา

น้ำเปล่า 1/2 ช้อนชา

น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียด ผสมน้ำผึ้งและน้ำมันงา (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้) คนให้เข้ากัน

น้ำมาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา

ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

หลังล้างหน้าจะมีความมันของน้ำมันงาหลงเหลืออยู่บ้าง

หากไม่ชอบให้ล้างด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น


7 สูตรน้ำนมขมิ้น

สูตรนี้ช่วยบำรุง: น้ำนมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และบวกกับขมิ้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แก้ผดผื่นคัน และบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งด้วย สูตรนี้เหมาะกับทุกสภาพผิว


ส่วนผสม

ดินสอพองสะตุ 4 - 5 เม็ดใหญ่

นมสด 2 ช้อนชา

น้ำขมิ้น 1 ช้อนชา

วิธีทำน้ำขมิ้น

นำหัวขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นแล้วตำจนแหลก

ผสมน้ำเล็กน้อย กรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง

วิธีทำ

บดดินสอพองสะตุจนละเอียด แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด


8 สูตรขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม

ส่วนผสม

นำขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม

วิธีทำ

นำมาบดผสมกัน ใช้พอกหน้า และตัวเพื่อบำรุงผิวได้ (ถ้าผิวมันใช้ผสมกับน้ำมะกรูดเผาไฟ ถ้าผิวแห้ง ใช้ผสมกับน้ำผึ้ง หรือ นมสด) ควรพอกประมาณ 5 - 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น สลับกัน


9 สูตรดินสอพอง ผสมกับขมิ้น

ขมิ้น มีสรรพคุณ ฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ มันก็สามารถบรรเทาอาการสิวคุณได้

วิธีทำ

นำดินสอพองมาผสมกับผงขมิ้น คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว แต่ถ้าจะเอามาพอกหน้า ควร ลด ขมิ้นผงลง เพราะคุณอาจจะกลายเป็น ดีซ่านได้


10 ดินสอพอง ผสมกับไพล

ไพล เป็น ญาติกับ ขมิ้น แต่ไพล มีสีเหลืองนวล อ่อนกว่า ขมิ้น

มีสรรพคุณช่วย บำรุงผิว ลดอาการระคายเคือง วิธีทำ นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว

วิธีทำ

นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว หรือนำไปพอกหน้าก็ได้

  

สูตรผิวสวยด้วยสมุนไพร "ด้วยตัวเอง"

ผักนั้นนอกจากจะมีประโยชน์ต่อระบบภายในร่างกายแล้วผักยังถือได้ว่าเป็นสมุนไพรไทยชั้นดีที่จะสามารถ ช่วยให้ผิวของคุณฟื้นฟูและกลับมาสวยได้ดั่งเดิม หรือหากว่าคุณมีผิวที่สวยอยู่แล้ว สมุนไพร ก็จส่งผลให้ผิวของคุณดียิ่งขึ้น ฉะนั้นวันนี้เรามีสูตรผิวสวยด้วยสมุนไพรมาฝากคุณผู้หญิงทั้งหลายกันค่ะด้วย 3 สูตรผิวสวยด้วยสมุนไพร

สูตรผิวสวยด้วยสมุนไพร


1.ผักกาดหอม
ปั่นผักกาดหอมหั่น 1 ถ้วย นมสด 1/3 ถ้วย วุ้นว่านหางจระเข้ 3 ช้อน เต๊อะไข่แดง 1 ฟอง และน้ำมันมะกอก 1 ชอนชา ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อครีม แล้วทาทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20-25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็นสัปดาห์ละครั้งผิวหน้าจะชุ่มชื้นเนียนขาวใส เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย

2.บัวบก
ปั่นใบบัวบก 1 ถ้วย โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย และน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อครีมข้นแล้วทาทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20-25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็นจะทำให้ผิวหน้าเนียน ขาวใส รูขุมขนกระชับ


3.ผักชีฝรั่ง

ใช้รากและใบผักชีฝรั่งสด 2 ถ้วยปั่นกับน้ำต้ม 1 ถ้วย กรองเอาแต่น้ำมาปั่นอีกครั้งกับวุ้นว่านหางจระเข้ใช้สำลีชุบส่วนผสมทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที ทาทับอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ผิวหน้าจะเนียนนุ่ม เต่งตึง ขาวใส


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต



คนเรานั้นมีสีผิวที่ต่างกัน แต่ละเชื้อชาติก็จะแตกต่างกันไปตาม เผ่าพันธุ์ ขาว เหลือง ดำ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นผิวสีใดก็ตาม ขอเพียงให้ผิวพรรณแลดูสะอาดตาเป็นดีที่สุด แต่การมีผิวพรรณสวยสดใส ผุดผ่องเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้หญิง จริงมั้ย


มีสถานเสริมความงามให้บริการการขัดผิว รวมถึงมีตัวยา หรือสารต่าง ๆ ที่โฆษณาสรรพคุณมากมายในการบำรุงดูแลรักษาสามารถทำให้ผิวขาวผิวเนียน ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่สาวๆ ก็ยังนิยมไปทำกัน เป็นเพราะอยากมีผิวที่ขาวเนียน


ในตอนนี้หมอจะแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมีผิวที่ขาวเนียน หรือผิวดีดูสะอาดลดใสเปล่งปลั่งที่ได้ผลดี ซึ่งใช้ได้ทั้งคุณผู้ชาย และโดยเฉพาะคุณผู้หญิง วิธีนั้นก็คือ การขัดผิวด้วยสมุนไพร


การขัดผิวด้วยสมุนไพร ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้ผิวพรรณผุดผ่องขาวเนียน ปลอดภัย และไม่มีอันตรายแต่อย่างใด


ผิวแห้งหยาบกร้านเป็นจุดด่างดำ ส่วนหนึ่งมาจากแสงแดดซึ่งทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ หนังกำพร้าดำด้านแห้งเกรียมจะเกาะติดแน่นกับผิวหนัง ดังนั้นการขัดผิวจะช่วยทำให้หนังกำพร้าที่ตายแล้วหลุดออก เผยผิวใหม่ที่ผุดผ่องนวลเนียนน่าลูบไล้ ลดรอยด่างดำ ป้องกันความอับชื้นหมักหมมที่อาจเป็นบ่อเกิดของเชื้อราตามผิวหนัง


กรณีคนผิวคล้ำ การขัดผิวจะช่วยให้ผิวเนียนเรียบและผุดผ่องขึ้น ไม่ต้องน้อยใจว่ามีสีผิวคล้ำ อย่างที่หมอบอก ขอให้ผิวพรรณแลดูสะอาดตาก็มีเสน่ห์เขาเรียกว่าดำขำเข้มคม


สมุนไพรที่ใช้ในการขัดผิว ส่วนใหญ่เป็นพวกพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่นำมาเป็นส่วนผสมหลัก ได้แก่


1.พืชสมุนไพรในตระกูลของ Zingiberaceae คือ ไพล ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน มีคุณสมบัติในการรักษาและถนอมผิว ช่วยให้ผิวขาวและดูอ่อนเยาว์ ทั้งมีฤทธิ์ต้านเชื้อโรคและกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายสดชื่นผิวพรรณเต่งตึงขึ้น


2. ยอดและใบมะขามมีรสเปรี้ยวจากกรดอินทรีย์ธรรมชาติ ใช้ประโยชน์ในแง่ของการถนอมผิว กรดอินทรีย์เหล่านี้จะออกฤทธิ์เหมือน AHA ที่ช่วยทำหน้าที่กัด และลอกผิวหนังกำพร้าที่หยาบกร้านออก ทำให้รอยหยาบกร้านลดลง ลดรอยแผลเป็น คราบจุดด่างดำ ไม่เกิดอาการระคายเคืองต่อผิว เพราะความเข้มข้นของกรดไม่สูงเกินไป


3. Silica (ทำหน้าที่เหมือนทรายละเอียด) ขจัดเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้ว รวมถึงสิ่งสกปรก คราบฝุ่นที่ตกค้างออก แก้ปัญหาการอุดดันของรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวและจุดด่างดำ


4. ดินสอพอง จะช่วยลดน้ำมันส่วนเกินของผิวหนังและปรับสภาพผิวเพื่อเตรียมในการบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไป


5. สารอื่นที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นสารที่ช่วยเสริมสร้าง บำรุงผิวให้ขาวเนียนขึ้น


เพื่อผิวที่เนียนนุ่มและผุดผ่อง คุณควรเลือกผงขัดผิวที่มีตัวยาสมุนไพรหลักครบถ้วน และควรขัดผิวด้วยสมุนไพรอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อที่จะขจัดผิวหนังชั้นนอกที่แห้งหยาบกร้านออก


ซึ่งการขัดผิวจะมีขั้นตอนอย่างง่ายๆ มีดังนี้


1. ควรอาบน้ำฟอกสบู่ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนการขัดผิวทุกครั้ง


2. เมื่อทำความสะอาดร่างกายแล้วให้ใช้ผงขัดผิวทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า และลำตัวที่ต้องการขัดแล้วปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที แล้วลงมือขัดถูเบา ๆ สารสมุนไพรจะกัดและลอกเอาคราบไคลของผิวหนังกำพร้าที่แห้งหยาบกร้านให้หลุดลอกออกจากร่างกาย ควรใช้เวลาขัดผิวประมาณ 15 - 20 นาที แล้วให้ล้างออกด้วยน้ำโดยไม่ต้องฟอกสบู่อีก เพราะว่าจะได้ไม่ชำระล้างเอาสารบำรุงผิวหนังจากผงขัดผิวออกไป


3. ควรขัดผิวหนังสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อลอกเอาคราบไคลและหนังกำพร้าที่แหงหยาบกร้านออกจากผิวหนังชั้นบน แล้วผิวหนังชั้นล่างจะได้ขาว อ่อนนุ่มและเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ


ผลิตภัณฑ์ผงขัดผิวในท้องตลาดจะมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ผงขัดผิวที่สถานเสริมความงามและสถานพยาบาลนิยมใช้มักจะเป็นผงขัดผิวเนียนของบริษัทที่มีแพทย์แผนไทยหรือเภสัชกรเป็นผู้ผลิต เพราะจะมีส่วนผสมของสมุนไพรไทยครบถ้วนที่ใช้สำหรับขัดผิวครับ


สำหรับผู้ที่มีผิวบาง การขัดผิวอาจทำให้เกิดอาการแสบขณะขัดถูผิวบ้างส่วนกรณีผิวแพ้ง่าย ต้องลังเกตุว่า เป็นการแพ้จากภูมิแพ้หรือสารเคมี หากแพ้จากสารเคมี ก็สามารถขัดผิวด้วยสมุนไพรได้ จะช่วยให้ผิวดูดีขึ้นได้ และหลังการขัดผิวแล้ว ควรบำรุงผิวเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น


การที่ทำให้ผิวพรรณผุดผ่องสวยสดใส สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ควรมองข้าม คือ การให้อาหารแก่ร่างกายเพื่อเสริมสร้างผิวด้วยการรับประทานผักผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ เพื่อเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงฝุ่นละออง มลภาวะ แสงแดด และความเครียด มีวิธีง่าย ๆ เพียงแค่นี้แหละครับ คุณก็จะมีผิวพรรณที่ผุดผ่องสวยสดใสได้ 

http://women.thaiza.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3/2411/

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

12 สูตรสวย ด้วยผักและผลไม้ใกล้ตัวภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
                  
การดูแลผิวหน้าด้วยสมุนไพรของสตรีทั่วโลกพบว่ามีการใช้กันมานานมากกว่า ๑ พันปีมาแล้วปัจจุบันได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสมุนไพร ผัก ผลไม้ ไข่แดง น้ำผึ้ง นม และสิ่งที่ส่วนใหญ่กินได้เหล่านั้นอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน น้ำตาล และสารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ
ประเทศไทยเองมีภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในการดูแลผิวพรรณมาอย่างยาวนานเช่นกัน ทั้งยังเป็นประเทศที่ร่ำรวยผักและผลไม้ ซึ่งทำให้สามารถเลือกใช้ได้ตามชนิดต่างๆ ทุกฤดูกาล ตามภูมิภาคที่สามารถหาผัก ผลไม้ สมุนไพร ได้แตกต่างกันไป

สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวหน้า
ใบหน้าเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้คนจดจำ ผิวหน้า ที่ชุ่มชื้น เรียบเนียน มีความยืดหยุ่น (หรือที่เรียกกันว่าหน้าเด้ง) ไม่มีจุดด่างดำเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา  แต่ด้วยสภาพของวัยที่สูงขึ้น และมีโรคประจำตัวบางอย่าง  สภาพของวิถีชีวิต เช่น นอนดึก สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เครียด เป็นต้น ทำให้คนเราไม่สามารถมีผิวเรียบเนียนเช่นนั้นได้ การใช้สมุนไพรร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะส่งผลทำให้มีผิวพรรณที่ดีได้ยาวนาน

การใช้สมุนไพรสำหรับผิวหน้ามีหลักการง่ายๆ ดังนี้
- ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสะอาด
- สมุนไพรสดใหม่มีคุณภาพดี มีการย่อยขนาดจนละเอียด ไม่มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง
- เป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย จำง่ายๆ ก็คืออะไรที่กินได้ (เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ) นั้นสามารถใช้เป็นเครื่องสำอางได้
- ต้องเชื่อมั่นธรรมชาติของผิวหนังที่มีกลไกดูแลตัวเองอยู่แล้ว ต้องรักษากลไกนั้นไว้นานๆ
    
ข้อควรรู้เกี่ยวกับผิวหนัง
ผิวหนังมีหน้าที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน มีกลไกในการป้องกันผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย  ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมการซึมผ่านของสารต่างๆ ผ่านโครงสร้างของผิวหนัง รูขุมขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ
                  
ผิวพรรณที่ดีควรมีความชุ่มชื้น เต่งตึง ไม่แห้งผาก ผิวพรรณที่แห้งผากจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย เป็นฝ้า เป็นโรคทางผิวหนังได้ง่าย ซึ่งผิวพรรณจะเต่งตึงได้จาก ๓ องค์ประกอบได้แก่ น้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเซลล์ถึงร้อยละ ๙๕ สารชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งผิวหนังสร้างขึ้นและ น้ำมัน ซึ่งผิวหนังจะมีกลไกการสูญเสียน้ำโดยมีการสร้างไขมันธรรมชาติปกป้องไม่ให้น้ำระเหยไปจากผิวหนัง (ครีมหรือไขมันตามธรรมชาติไม่ได้ไปเพิ่ม) การล้างหน้าด้วยน้ำร้อน การล้างหน้าบ่อย เกินความจำเป็น การล้างหน้าด้วยสบู่ที่มีความสามารถในการทำความสะอาดสูงๆ ล้วนทำให้ไขมันและสารที่ให้ความชุมชื้นตามธรรมชาติสูญเสียไป
                   
ผิวพรรณสะท้อนสุขภาพภายใน ความแข็งแรงและกลไกของผิวหนังขึ้นกับเลือด น้ำเหลืองที่มาหล่อ- เลี้ยง ดังนั้น ความเครียด อาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรมสุขภาพ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความงามของผิวพรรณ รวมถึงกรรมพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญต่อการเป็นคนผิวแห้ง ผิวมัน ได้เช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้เพื่อความงามของผิวหน้า

ว่านหางจระเข้
Aloe barbadensis Mill.ป้องกันผิวแห้ง ทำให้เรียบลื่น เพิ่มความชุ่มชื้นต้านการอักเสบ ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต
ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องสำอางมาอย่างยาวนานนับพันปี มีบันทึกทั้งใน กรีก โรมัน ซาอุดีอาระเบีย จีน อินเดีย เล่ากันว่าเจลจากว่านหาง-จระเข้เป็นเคล็ดลับความงามของพระนางคลีโอพัตรา
                   
ใบว่านหางจระเข้มีน้ำเมือก และวุ้นมีสารสมาน    ผิว ช่วยลอกผิวหนังที่หยาบแห้งและเกิดผิวหนังใหม่     ที่นุ่มนวลขึ้นมาแทน สารนี้เป็นสารช่วยย่อยมีชื่อว่า     คาร์บอกซีเพปทิเดส (carboxypeptidase) และสารพวกสารเมือก (mucilage) สารช่วยย่อยตัวนี้จะมีฤทธิ์ลดการเจ็บปวด การอักเสบบวมของแผล ส่วนสารอะล็อก-ทินเอ (aloctin A) เป็นไกลโคโปรตีน จะไปช่วยทำให้เนื้อเยื่อที่ตายแล้วถูกทำลายไป และจะเพิ่มปริมาณของเซลล์ที่เกิดมาใหม่ให้มากขึ้น จึงทำให้แผลหายเร็ว
วุ้นจากว่านหางจระเข้ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวหนังชั้นนอกได้จากสารเมือก และสารโพลีแซ็กคาไรด์
      
การเตรียมว่านหางจระเข้
ควรใช้ว่านหางจระเข้อายุ ๑ ปีขึ้นไป เลือกใบล่างสุด ปอกเปลือกออกใช้ส่วนที่เป็นวุ้นใสๆ ล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมด วิธีล้างยางออกให้หมดต้องนำใบหางจระเข้ที่เพิ่งตัดออกมายังไม่ต้องปอกเปลือก ให้นำทั้งใบไปแช่น้ำจนน้ำยางสีเหลืองไหลออกมาจนหมด จึงนำไปล้างน้ำอีกครั้งแล้วจึงค่อยปอกเปลือก โดยฝานลึกๆ เอาแต่วุ้นข้างในแล้วนำวุ้นมาล้างอีกครั้งหนึ่ง
การใช้ว่านหางจระเข้
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่เป็นสิว จะทำให้สิวยุบตัว และไม่เป็นแผลเป็น
ใช้เจลจากใบสดๆ ตัดเป็นชิ้นขนาดพอดีกับ   เปลือกตา วางทับบนเปลือกตารักษาผิวบริเวณดวงตา บวมช้ำ
ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ล้วนๆ ทาที่ใบหน้าทิ้งไว้เพื่อบำรุงผิว (สำหรับคนหน้าแห้งอาจจะผสมกับครีมทาหน้าทั่วไปก็ได้) ซึ่งจะช่วยแก้ไขรอยหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ใช้เป็นประจำจะลดรอยแผลเป็นจากสิว  รักษาฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้า
ใช้ทาบนผิวหน้าในลักษณะของโทนเนอร์เพื่อป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต หรือเป็นรองพื้นสำหรับคนที่ผิวมันซึ่งทำให้แต่งหน้าลำบาก ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วใบหน้า เสร็จแล้วแต่งหน้าตามปกติ ทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าไม่ลบเลือนง่าย
ใช้พอกหน้าเพื่อแก้ปัญหาผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง โดยใช้ว่านหางจระเข้ ๓ ส่วน น้ำผึ้ง ๑ ส่วน น้ำมะนาว ๑ ส่วนผสมให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ ๒๐ นาที จึงล้างออก จะช่วยสมานรูขุมขนและทำให้ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น
ใช้ทำเป็นครีมล้างหน้า ครีมพอกหน้า เช่น ใช้วุ้น ว่านหางจระเข้ ผสมน้ำนม ทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาทีแล้ว  ล้างออก บำรุงผิว ลดการเกิดสิว หรือใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น เช่น ว่านหางจระเข้ ๖ ส่วน บัวบก ๒ ส่วน รำข้าวสาลี ๒ ส่วน นม ๐.๕ ส่วน น้ำผึ้ง ๐.๕  ส่วน ซึ่งแล้วแต่สภาพผิว ถ้าผิวแห้งก็ใส่นมมาก ถ้า    ผิวมันก็ลดปริมาณนมแล้วเพิ่มปริมาณน้ำผึ้ง  นำส่วนผสมมาปั่นผสมกัน พอกหน้าทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที     นวดคลึงเบาๆ ผิวหน้าจะสดใส ลบรอยแผลเป็นและ   จุดด่างดำ ให้พอกสม่ำเสมอสัปดาห์ละประมาณ ๑ ครั้ง

มะเขือเทศสุก
Lycopersicon esculentum Mill. 
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้หน้าขาวขึ้น
น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศมีวิตามินหลายชนิด จึงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นและมีสารกลูโคอัลคาลอยด์ ชื่อโทเมทีน (tomatine)  เป็นสารที่ออกฤทธิ์สมานแผล นอกจากนั้น มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยล้างผิวหน้าให้สะอาดนุ่มนวล ปรับสภาพผิวแห้งกร้าน และคืนสภาพผิวชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี

การเตรียมมะเขือเทศ

สามารถใช้มะเขือเทศได้ทั้งลูกโดยไม่ต้องปอกเปลือก

การใช้มะเขือเทศ
ฝานมะเขือเทศวางบนใบหน้าสักครู่  จะช่วยทำให้ใบหน้าสะอาด  และดูเต่งตึงเปล่งปลั่งขึ้น
มะเขือเทศปั่นผสมกับข้าวโอ๊ตหรือรำข้าว พอกหน้า ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออก
เนื้อมะเขือเทศสุกบดละเอียด ลูบไล้ปลายหางตาจะลดการเหี่ยวย่น ป้องกันการเกิดริ้วรอยตีนกา ต้องทำทุกวันจึงจะเห็นผล
มะเขือเทศสุกบดละเอียด ผสมน้ำนมสด เป็น beauty mask พอกหน้าทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออก พอกเป็นประจำจะทำให้ผู้ที่มีหน้าดำเป็นจุดๆ ค่อยๆ ขาวขึ้น ช่วยทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้น

ฝรั่ง
Psidium guajava Linn.
เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ สมานผิว
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่สตรีในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกนิยมใช้เป็นเครื่องสำอางทาผิวหน้า โดยที่ฝรั่งมีโพแทส-เซียม น้ำตาล และกรดอะมิโนที่สามารถดึงน้ำให้อยู่ชั้นบนของผิวหนัง จึงทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นขึ้น นอกจากนี้ ฝรั่งยังมีวิตามินสูงที่สำคัญคือวิตามินบี ๒  ซึ่งถือว่าเป็นวิตามินเพิ่มพลัง ซึ่งจำเป็นในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเซลล์ รวมทั้งมีวิตามินบี ๕ ซึ่งเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเซลล์เช่นกัน ฝรั่งยังสามารถป้องกันผิวหน้าไม่ให้ถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระและเพิ่มการสร้างเซลล์ใหม่จากการที่ในฝรั่งมีวิตามินเอ วิตามินซี รีดิวซิ่งชูการ์ (reducing sugar) แมกนีเซียม และทองแดง

การเตรียมฝรั่ง
เลือกฝรั่งที่สดและไม่สุกจนเกินไป เอาเฉพาะส่วน ที่เป็นเนื้อ ไม่ใช้เมล็ด ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กก่อนปั่น และต้อง เติมน้ำลงไปจำนวนหนึ่งทุกครั้งในการปั่น เพราะฝรั่งมีน้ำอยู่น้อย

การใช้ฝรั่ง

เนื้อฝรั่งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ถ้วย น้ำ ๑_๒ ถ้วย น้ำผึ้ง  ๑_๔ ถ้วยปั่นจนเป็นเนื้อครีม นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ ๑๐-   ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำทุกวันก่อนเข้านอน หน้าจะสดใส เกลี้ยงเกลาและนวลเนียนขึ้น

แตงกวา
Cucumis sativusLinn. เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น เพิ่มความยืดหยุ่น ลดการบวมแดง สมานผิว
แตงกวาเป็นสมุนไพร เก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งสาวทั่วโลกใช้เป็นเครื่องสำอางมาอย่างยาวนาน โดยแตงกวาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น มีสารกลูซิด (glucids) กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆ ไปช่วยทำให้เกิดของสารชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่ผิวหนังขึ้นมาใหม่
แตงกวายังช่วยทำให้ผิวหนังคงความเยาว์วัย มีความยืดหยุ่นจากการที่แตงกวามีสารซิสทิน (cystin) และเมทิโอนิน (methionin) และยังมีสารโพลีแซ็กคาไรด์ ที่ช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น ต้านการเป็นปื้นแดง ซึ่งจะมีประโยชน์ในการใช้ทาหลังจากไปตากแดดมา เช่น ไปทำนา ไปตีกอล์ฟ เป็นต้น
แตงกวาเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหน้าแห้งจากการที่มีคุณสมบัติไปเพิ่มความชุ่มชื้นและเหมาะกับคนที่มีหน้ามันจากคุณสมบัติสมานผิว

การเตรียมแตงกวา

หั่นแตงกวาสดๆ ตามขวางบางๆ วางให้ทั่วใบหน้า
หั่นแตงกวาแล้วปั่นกรองคั้นเอาแต่น้ำเก็บไว้ใช้ทา ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน ๒ วัน
นำแตงกวาปอกเปลือก ๔ ส่วน กลีเซอรีน ๓ ส่วน น้ำ ๑ ส่วน ปั่นเข้าด้วยกัน กรอง เก็บน้ำไว้ใช้ได้ประมาณ ๑ ปี นำสารสกัดแตงกวานี้ไปผสมกับเนื้อครีมหรือโลชัน ประมาณ ๒-๔  ช้อนชาต่อครีมหรือโลชัน ๑๐๐ มิลลิลิตร

การใช้แตงกวา
ใช้แตงกวาสดๆ ฝานเป็นชิ้นบางๆ วางให้ทั่วใบหน้าที่ทำความสะอาดแล้ว ทำบ่อยๆ จะทำให้ใบหน้า ดูผุดผ่อง เปล่งปลั่งขึ้น และยังช่วยรักษาฝ้าบนใบหน้า ได้อีกด้วย
ใช้น้ำแตงกวามาทาใบหน้าเป็นประจำจะช่วยลดจุดด่างดำ รอยฝ้าที่เกิดจากการผจญแสงแดดและมลพิษ ระหว่างวัน และช่วยบำรุงผิว
ใช้แตงกวาสดปั่นละเอียด ๒-๓ ผล ผสมกับน้ำผึ้ง ๑_๔ ถ้วย หรือนมสด ๑_๒ ถ้วย ปั่นให้ละเอียด นำมาพอก   หน้า ทิ้งไว้ ๑๐ นาที แล้วล้างออก ก่อนนอนทุกวัน เหมาะกับคนผิวแห้ง จะทำให้ผิวหน้านุ่มนวลขึ้น  
ใช้แตงกวาปั่นละเอียด ๒-๓ ผล โดยผสมกับไข่ขาวดิบตีจนฟู ๑ ฟอง น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ผสมจนเป็น เนื้อเดียวกัน นำมาพอกทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ นาที ลดความมันบนใบหน้าสำหรับคนผิวมัน และยังช่วยกำจัดสิวเสี้ยน ทำให้หน้าเกลี้ยงเกลาขึ้น
ใช้แตงกวาฝานเป็นแว่นแปะที่ดวงตา แตงกวาสดจะมีเอนไซม์ย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ทำให้เซลล์บริเวณรอบดวงตาเย็น การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลดลง ริ้วรอยน้อยลง
ใช้แตงกวาสดใหม่ทั้งผลปั่นละเอียด ผสมน้ำผึ้งพอเหลว นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้สักครู่ และล้างออกด้วยน้ำอุ่น เนื้อแตงกวาจะช่วยย่อยโปรตีนชั้นนอกที่หยาบกร้านและเกรียมแดดให้หลุดออกมาได้ และยังช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นขึ้น ไม่แห้งแตกเป็นขุย

มะม่วง
Mangifera indica Linn.เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้เรียบ ลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
มะม่วงมีวิตามินซีและ reducing glucid สูง จึงช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น ลบรอยเหี่ยวย่นและต้านอนุมูลอิสระ ในมะม่วงยังมีสารที่เป็นน้ำตาลร่วมกับกรดอะมิโน จึงช่วยทำให้เกิดความเรียบลื่น ชุ่มชื้นบนชั้นของหนังกำพร้า วิตามินเอ วิตามินซี และเกลือแร่ที่มีอยู่ในมะม่วงยังช่วยให้กลไกการสร้างเซลล์ใหม่เป็นไปได้ดียิ่งขึ้น

การเตรียมมะม่วง

ปอกเปลือกออก เลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ

การใช้มะม่วง 

ใช้สำหรับคนเป็นฝ้า นำเนื้อมะม่วงสุกมายีหรือ ปั่น แล้วนำไปพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้จนรู้สึกว่าแห้งจึงล้างออก จะทำให้หน้าขาวและนุ่มนวลขึ้น มะม่วงสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

บัวบก Centella asiatica L.
สร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เซลล์แข็งแรง ลดอาการบวมคั่ง (decogestion) กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อของผิวหนัง
บัวบกเป็นสมุนไพรที่มีชื่อเสียงในการรักษาแผลมาอย่างยาวนาน ทำให้แผลหายเร็วและไม่เป็นแผลเป็น โดยการที่บัวบกไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสทินซึ่งเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง จากการที่มีสารพวกไตรเทอร์พีน เช่น asiaticoside, madecassoside,    asiatic, madecassic, madisiatic acids เป็นต้น
                    
นอกจากนี้ ยังมีสารฟลาโวนอยด์เสริมสรรพคุณในการลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง สารในบัวบกเหล่านี้ยังทำให้การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ดีขึ้น จึงมีประโยชน์ต่อผิวหนังหลายด้าน เช่น เป็นการทำให้เซลล์ได้รับอาหารมากขึ้น เซลล์แข็งแรงขึ้น ลดอาการบวมคั่ง แก้ปัญหาผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผิวส้ม

การเตรียมบัวบก

บัวบกเป็นสมุนไพรที่ขึ้นกับดิน ต้องเลือกตัดเอาเฉพาะส่วนที่เหนือดิน แล้วนำมาล้างให้สะอาด บัวบกมีลักษณะเหนียว ถ้านำไปปั่นในเครื่องปั่นทั้งต้นโดยไม่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนและจะต้องมีน้ำอยู่ด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้เครื่องปั่นทำงานหนักและมีปัญหาได้

การใช้บัวบก

ใบบัวบกส่วนที่เหนือดินตัดรากออก ๑ กำมือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ น้ำสะอาด ๒-๓ ช้อนโต๊ะ อาจจะเติมน้ำผึ้งลงไปสัก ๑ ช้อนชา ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันพอกก่อนเข้านอนทิ้ง ไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด พอกได้ทุกวัน จะทำให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ สดใส ไร้รอยแผลเป็น

แครอต
Daucus carota L.
ทำให้ผิวหนังเรียบลื่น ควบคุมการสร้างไขมันของต่อมไขมัน ทำให้เซลล์แข็งแรง ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้หน้าขาวขึ้น
แครอตเป็นผักที่มีวิตามินและเกลือแร่สูงมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าแครอตเป็นสมุนไพรผู้พิทักษ์ผิวที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากแครอตมีสารเพกติน กรดอะมิโน ซึ่งเป็นสารอาหารและสร้างฟิล์มบางเพื่อทำให้ผิวเรียบลื่นและสดชื่นทั้งยังมีสารโปรวิตามินเอ และวิตามินซีซึ่งมีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้ วิตามินซี วิตามินเอ แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดงซึ่งจำเป็นต่อการสร้างอีลาสทินและคอลลาเจน ส่วนวิตามินในกลุ่มของวิตามินบีและโปร-วิตามินเอจะช่วยในการควบคุมการสร้างไขมันจากต่อมไขมัน แครอตยังช่วยให้หน้าขาวขึ้นจากสารบีตาแคโรทีน

วิธีเตรียมแครอต
ปอกเปลือกออกก่อนที่จะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่น ซึ่งในการปั่นจะต้องมีน้ำอยู่เล็กน้อยให้พอปั่นได้

วิธีใช้แครอต

แครอตหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ถ้วยผสม น้ำครึ่งถ้วย เพียงสองอย่างหรือเติมน้ำผึ้งแท้ ๑_๔ ถ้วย (สำหรับคนหน้าแห้ง) หรือไข่ขาว ๑ ฟอง (สำหรับคนหน้ามัน) ลงไป ปั่นรวมกันให้ละเอียด พอกทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำทุกวันก่อนเข้านอน หน้าจะสดใส เต่งตึงและขาวขึ้น
แครอตต้มสุกนำมาบดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที

สับปะรด 
Ananas comosus (Linn.) Merr.กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว (keratolysis) ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ลดการ อักเสบ
สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าต่อความงามของผิวพรรณจากการที่สับปะรดมีเอนไซม์ papain ช่วยย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ของชั้นผิวหนังให้หลุดออกมา มีประโยชน์ ต่อผู้ที่มีสิวหัวดำอุดตันที่ใบหน้า ทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้น สับปะรดยังมีสรรพคุณในการช่วยลดการอักเสบและยังมีวิตามินเอ วิตามินซี ช่วยต้านอนุมูลอิสระและมีเกลือแร่อีกหลายชนิดช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น

การเตรียมสับปะรด

นำสับปะรดมาปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นให้ละเอียด

การใช้สับปะรด

น้ำสับปะรด ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด ๓ ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ล้างหน้าให้สะอาด พอกให้ทั่วบริเวณใบหน้า ยกเว้นปากและดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วออก
ใช้น้ำที่คั้นได้จากผลสับปะรด นำมาชโลมผิวหน้า ทิ้งไว้พอแห้งแล้วล้างออก จะทำให้หน้าเนียนนุ่ม เนื่องจากสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวชั้นนอกสุดถูกย่อยและขจัดออกไป

มะขาม
Tamarindus indica Linn.
ลดรอยด่างดำบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหน้าเรียบลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่นลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ เพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ตำรับความงามที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งพบตำรายาสมุนไพรเขียนด้วยภาษาล้านนาว่า "มะขาม ฝักกระดาน สักกำมือแช่น้ำอุ่น ทาตัวทาหน้า ผิวดำและฝ้าย่อมเสี้ยงไป" (เสี้ยง หมายถึง หมดไป) ที่เป็นเช่นนี้เพราะในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะขาม สับปะรด จะมีกรดเอเอชเอ (AHA หรือ alpha hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยขัดผิว ลอกผิวด่างดำ และฝ้า
                   
นอกจากนี้ มะขามยังมีกรดทาร์ทาริก (tartaric acid) กรดซิตริก (citric acid) และกรดมาลิก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วย ลบรอยด่างดำบนใบหน้า ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กำจัดรอย เหี่ยวย่น ทำให้ผิวขาวนวลเนียน ทำให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้น  แต่มะขามมีข้อได้เปรียบมะนาวและสับปะรดตรงที่มะขาม มีลักษณะเป็นครีมโดยธรรมชาติสามารถใช้ได้ดีกว่า

การเตรียมมะขาม

การใช้มะขามให้ใช้มะขามเปรี้ยวสุก (มะขามหวานใช้ไม่ได้เพราะกรดผลไม้มีน้อย)
น้ำคั้นมะขามเปียกที่ดีมีคุณภาพ ต้องได้จากการ   คั้นมะขามเปียกสดใหม่ และใช้ทันที ถ้าเก็บในตู้เย็นต้องไม่เกิน ๑ สัปดาห์ ถ้าหากจะกวนเก็บไว้ใช้นานๆ ต้องกวนจนเกือบแห้งซึ่งมักจะกวนใส่นมหรือน้ำผึ้งก็ได้

การใช้มะขาม
มะขามเปียก ๑ กำมือ นมสด ๑ ถ้วย น้ำผึ้ง ๑ ช้อนโต๊ะ
นำเนื้อมะขามเปรี้ยวสุก ไม่ต้องแกะเมล็ดปั้นเป็น ก้อนกลม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ฟอกขัดตัวเมื่ออาบน้ำ จะทำให้ผิวที่คล้ำด้วยแดด หรือลม เป็นผิวที่นวลผ่อง
น้ำมะขามเปียกผสมน้ำพอเจือจางล้างหน้าเป็น ประจำ ช่วยขจัดความมันบนใบหน้า และสิวให้หลุดออกไปอย่างหมดจด
คั้นน้ำมะขามเปียกพอข้น ทาบริเวณที่เกิดฝ้า อาจพอกไว้แล้วลูบไล้ด้วยมือเบาๆ ครั้งละ ๑๐-๑๕ นาที เช้า เย็น เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ จะทำให้ฝ้าด่างดำถูกลบเลือนไปจนหมด สำหรับคนผิวแห้งควรผสมนมสดชนิดจืดลงไปด้วย ไขมันและโปรตีนจากนมสดจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้เป็นอย่างดี
                 
ใช้มะขามเปียกที่แกะเมล็ดแล้วขนาดประมาณ ๑ กำมือ นมสด ๑ กล่อง ขยำเข้ากัน กรองด้วยตะแกรง เพื่อเอาซังมะขามออก นำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ พอใกล้งวด เติมน้ำผึ้งลงไป ๑ ช้อนโต๊ะ อาจเติมขมิ้นชันลงไปประมาณ ๑/๔ ช้อนชา (ระวังอย่าใส่มากเกินไปจะทำให้หน้าเหลือง) เคี่ยวต่อจนงวด แต่อย่าให้ข้นเกิน สังเกตว่ายังสามารถแตะขึ้นมาได้ง่าย เสร็จแล้วบรรจุลงในกระปุกสะอาด ถ้าไม่เปิดเลยจะอยู่ได้ประมาณ    ๖ เดือน ใช้ล้างหน้าทุกวันทำให้หน้าขาวขึ้น

กล้วย
Musa paradisiacal  L.Var. sapientum O.Ktzeเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
กล้วยมีสารเมือก เพิ่มความชุ่มชื้น ทั้งยังมีวิตามิน เกลือแร่  โปรตีน อีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวหนังในการเพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น รักษาแผล

การเตรียมกล้วย
ใช้ส่วนที่เป็นเนื้อกล้วยบดหรือปั่น

การใช้กล้วย
ใช้กล้วย ๑ ผล น้ำผึ้ง ๑ ช้อนชาสำหรับคนผิวแห้งหรือน้ำส้มหรือน้ำมะนาว ๑ ช้อนชาสำหรับคนผิวมัน ปั่น ผสมให้เข้ากัน จนละเอียดพอกให้ทั่วหน้า รวมทั้งลำคอ ทิ้งไว้ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาที จะทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น เรียบลื่น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น
ใช้กล้วย ๑ ผล ผสมน้ำมันมะกอก ๑ ช้อนชา นำมาปั่น ผสมให้เข้ากัน พอกหน้าจนถึงลำคอ ทิ้งไว้ ๑๕-๒๐ นาที แล้วจึงล้างออก เหมาะกับคนหน้าแห้ง จะทำให้ใบหน้าชุ่มชื้น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น
ใช้กล้วยน้ำว้าสุกปอกเปลือก บดให้เหลว แล้วทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาดนุ่ม ชุ่มชื้น

มะนาว
Citrus aurantifolia Swing.ลดความมันบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
มะนาวเป็นผลไม้เก่าแก่ชนิด หนึ่งในการเป็นเครื่องสำอาง ใช้เพื่อทำให้ผิวนุ่มขึ้น และใช้เพื่อลดความมัน บนใบหน้า ใช้เป็นโทนเนอร์ สำหรับ คนที่หน้ามัน จากการที่มีกรดผลไม้ทำให้มีความชุ่มชื้นขึ้น ช่วยกำจัดเซลล์ ที่ตายแล้ว และมะนาวยังมีฟลาโว-นอยด์ ทำให้มีการไหลเวียนของเลือด ในหลอดเลือดเล็กดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นของผิวหนังชั้นนอก มะนาวยังมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดยทั่วไปแล้วในบ้านเรานิยมใช้น้ำมะนาวเป็นน้ำกระสายยา ร่วมกับการใช้สมุนไพรบำรุงผิวอื่นๆ สำหรับคนผิวมัน

การเตรียมมะนาว
คั้นเอาแต่น้ำมะนาว ควรใช้สดๆ ไม่ควรทิ้งไว้นาน ไม่ควรใช้น้ำมะนาวโดยตรงในการทาผิวหน้า เพราะถ้าใช้เข้มข้น จะทำให้หน้าเหี่ยวย่นได้ 

การใช้มะนาว

ใช้น้ำมะนาว ๕-๖ หยดลงในน้ำ ๑ แก้ว  ใช้ล้างหน้า จะทำให้ผิวหนังเนียนนุ่ม
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา น้ำส้มคั้น ๑ ช้อนชา โยเกิร์ต ๓๐ มิลลิลิตร ผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กันแล้วทาให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ นาทีแล้วล้างออก จะทำให้สดใส ลบรอยกระ จุดด่างดำ
ใช้น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา ไข่ขาว ๑ ฟอง ดินสอพอง  ๔-๕ เม็ดนำมาผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน พอกหน้าทิ้งไว้  ๑๕-๒๐ นาที เหมาะสำหรับคนที่หน้ามันเพื่อลดความมันบนใบหน้า
ใช้น้ำมะนาว ๑/๒ ช้อนชา ไข่แดง ๑ ฟอง ผิวส้มบด  ๑/๒ ช้อนชา พอกหน้าไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที สำหรับคนที่ผิวซีดเซียวจะทำให้ผิวเปล่งปลั่งสดใสขึ้น
ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำประมาณร้อยละ ๑-๒ แล้วเอาน้ำมะนาวเจือจางนั้นมาผสมกับน้ำมันมะกอก คนตีแรงๆ เร็วๆ แล้วเติมไข่แดงลงไป ๑ ช้อน เอาไปทาหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ เหมาะสำหรับคนหน้าแห้ง หรือหน้าธรรมดา ส่วนคนผิวมันที่ไม่เหมาะจะใช้ไข่แดงหรือน้ำมันมะกอก ก็ให้ใช้สบู่แทน จะเป็นสบู่เหลวหรือสบู่ก้อนก็ได้ตัดมานิดหน่อย มาตีให้เข้ากับน้ำมะนาวเจือจางใช้ทาแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ แล้วตามด้วยน้ำเย็น

ตำลึง  
  Coccinia indica Wight & Arn
แก้อักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ
ตำลึงอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี เกลือแร่ และสารต้านการอักเสบ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค คนโบราณนิยมใช้สมุนไพรแก้สิวและพอกหน้าเพื่อทำให้ผิวหน้าสดใส ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในไทยและญี่ปุ่นเริ่มที่จะนำยอดอ่อนและมือเกาะของตำลึงมาเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิว เพราะเชื่อมั่นในคุณสมบัติพิเศษจากสารธรรมชาติที่มีอยู่ในสมุนไพรชนิดนี้

การเตรียมตำลึง

เลือกแต่ใบตำลึงสด ถ้าใช้ตำลึงตัวผู้โบราณว่าจะได้ผลกว่าใบตำลึงตัวเมีย และต้องล้างให้สะอาด (เพราะตำลึงมักจะมีตัวบุ้งอยู่) ก่อนที่จะนำมาปั่นเป็นครีมหรือคั้นเอาน้ำ

การใช้ตำลึง

ใช้ใบตำลึงสดคั้นเอาแต่น้ำ ชุบสำลีแปะบนหัวสิวสักครู่ ประมาณ ๕-๑๐ นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำบ่อยๆ สิวอักเสบจะหายได้และไม่มีรอยแผลจากหัวสิวด้วย
ใช้ใบตำลึงประมาณ ๑ กำมือ น้ำสะอาด ๒-๓ ช้อนโต๊ะ ปั่นเข้าด้วยกันจนเป็นครีม นำข้าวสาร (ถ้าเป็นข้าวกล้องได้ก็ดี) ๒ ช้อนชาไปแช่น้ำจนนิ่ม นำไปบดให้ละเอียด แล้วนำไปผสมกับครีมตำลึง นำไปพอกหน้าทิ้งไว้จนแห้ง จึงล้างออก จะช่วยกำจัดพิษบนใบหน้า แก้สิว ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น หรือหากไม่สะดวกในการ เตรียมข้าวสาร จะใช้ครีมตำลึงอย่างเดียวก็ได้

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพร

สมุนไพรทุกอย่างอาจมีบางคนที่แพ้ได้ การทดสอบว่าแพ้หรือไม่ให้นำส่วนผสมที่จะใช้ทาที่ท้องแขนก่อน เพราะผิวหนังบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่บางกว่าหน้า ทิ้งไว้สักพักหนึ่งถ้าไม่เกิดอาการแสบร้อน มีผื่น ถือว่าไม่แพ้ การใช้สมุนไพรเพื่อที่จะได้ผลต้องมีการใช้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง จึงจะเห็นผล ตำรับต่างๆ ในการใช้สมุนไพรเพื่อความงามส่วนใหญ่เป็นผลไม้หรือผักที่ไม่ได้ตายตัว สามารถที่ปรับได้ ผสมสูตรขึ้นมาใหม่ได้ตามชนิดผลไม้หรือผักที่มีอยู่ ระยะเวลาในการทำหรือพอกก่อนล้างออกนั้นไม่ได้ตายตัว ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน คนที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้เวลาน้อยกว่า และการใช้ในช่วงแรกไม่ควรพอกหรือทาทิ้งไว้นานๆ โดยเฉพาะตำรับที่มีกรดผลไม้ (ที่มักมีในมะขาม มะนาว สับปะรด) ซึ่งต้องมีการปรับตัวในการใช้ช่วงแรกๆ ต้องใช้ปริมาณน้อยๆ และในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนใช้ เช่น ถ้าใช้มะขามล้างหน้า ในช่วงแรกอาจจะต้องล้างออกทันทีประมาณ ๑ สัปดาห์ ก่อนทาหรือพอกทิ้งไว้ สามารถปรับตามสภาพของผิว เช่น ผิวแห้ง ควรใช้ น้ำนมโยเกิร์ต ไข่แดง  ผิวมัน ใช้น้ำมะนาวหรือน้ำส้ม ไข่ขาว  ส่วนน้ำผึ้งสามารถเติมลงไปได้ทุกสภาพผิว 
http://www.doctor.or.th/article/detail/1260

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556


ผิวขาว หน้าใส ย่อมเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ปรารถนา ยอมเสียเงินจ่ายไปกับเครื่องสำอางสารพัดเพียงเพื่อต้องการเป็นเจ้าของผิวขาวสวยใส แต่ผลที่ได้รับกลับมาอาจไม่เป็นดั่งที่หวังไว้ อาจเกิดผื่นแพ้ รอยแดงคล้ำ จากเครื่องสำอางราคาแพงเหล่านั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ที่จริงแล้วคุณไม้ต้องสิ้นเปลืองเงินทองไปกับผลิตภัณฑ์ที่ยกสรรพคุณว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติเหล่านั้นเลย เพราะวันนี้เรามีสูตรวิธีทำให้ผิวขาวสวยด้วยสมุนไพรมาฝากคุณผู้หญิงทั้งหลายค่ะ มีด้วยกันหลายสูตร อ่านแล้วนำไปทำดูนะค่ะ

ว่านหางจระเข้ : ช่วยให้ใบหน้าสวยเปล่งปลั่ง
ว่านหางจระเข้จะช่วยให้ใบหน้าคุณสวยเปล่งปลั่งได้อย่างไรบ้าง
1. สามารถรักษาผิวไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือผิวที่ถูกแสงแดดเผาไหม้จนเกรียมได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว ว่านหางจระเข้นี้จัดเป็นยาเย็น ส่วนมากใช้แล้วจะรู้สึกเย็นสบายบริเวณผิวหนังที่แสบร้อนจากการเผาไหม้
วิธีใช้ นำว่านหางจระเข้สักก้านหนึ่งเลือกก้านที่แก่ ๆ สักหน่อย ล้างน้ำให้สะอาดฝานเอาเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งอย่าให้มีเมือกสีเหลือง ๆ ติดอยู่ เพราะอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ให้ใช้แต่วุ้นสีขาวเอาไปทา หรือถ้าเป็นแผลจากน้ำร้อนลวกและไฟไหม้ ก็ฝานวุ้นว่านหางจระเข้ไปวางทับที่ปากแผล

2. สามารถช่วยลดอาการที่เกิดจากผื่นคันที่มีสาเหตุมาจากการแพ้สารเคมีต่าง ๆ ใครที่ผ่านการใช้เครื่องสำอางที่มีสารเคมีเยอะกัดผิวหน้าจนแดงเป็นปื้น หันมาใช้ว่านหางจระเข้ ช่วยรักษาดีกว่า จะได้ฟื้นฟูสภาพผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งเหมือนเดิม
วิธีใช้ เช่นเดียวกับการรักษาแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

3. ลบรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวและฝ้าบนใบหน้า หลายคนที่เจอกับปัญหานี้ ก็ลองหันมาใช้ว่านหางจระเข้รักษาดู ในกลุ่มวัยรุ่นมักจะเจอปัญหารอยแผลเป็นจากสิว ใบหน้าเป็นจุดด่างดำ แต่ขอแจ้งให้ทราบนิดหนึ่งว่าอย่านำว่านหางจระเข้ไปใช้รักษาสิว เพราะตัวมันเองไม่มีสรรพคุณเช่นนั้น แต่ในกรณีที่เป็นสิวที่มีหนอง หัวใหญ่ก็สามารถใช้แหะที่หัวสิวนั้นได้ เพราะว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบได้ ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่ วัยทำงานขึ้นมาหน่อยก็มักจะเจอปัญหาใบหน้าเป็นฝ้า จุดด่างดำ เพราะอายุมากขึ้น

ว่านหางจระเข้เจลพอกหน้า
สรรพคุณ บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว
วิธีทำ เลือกใบจากต้นว่านหางจระเข้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยเลือกใบล่างสุดซึ่งจะอวบโต มีวุ้นมาก นำมาแช่น้ำเพื่อล้างยางเหลืองๆ ออกให้หมด (ยาง เหลืองมีฤทธิ์ระคายเคืองผิว ทำให้แสบร้อน เป็นผื่นแดง) จากนั้นปอกเปลือกออก แล้วเอาวุ้นที่ได้ล้างน้ำให้สะอาดอีกทีหนึ่ง นำวุ้นไปปั่นหรือใช้มือขยำ ก็จะได้เจลว่าน หางจระเข้ การใช้ว่านหางจระเข้สดได้ผลดีกว่าผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งจะมีปัญหาการคงตัวเมื่อถูกความร้อน
วิธีใช้ ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง แล้วใช้เจลพอกทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตาและรอบปาก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก สูตรนี้เหมาะสำหรับคนผิวมัน สำหรับคนผิวแห้งไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้เดี่ยว ๆ ควรเติมน้ำมันมะกอกกับไข่แดง ตีให้เข้ากัน แล้วจึงพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ว่านหางจระเข้กับสิวหัวหนอง เพราะฟิล์มจากว่านจะทำให้สิวหายช้า
อาจทดลองทาวุ้นบริเวณท้องแขนดูก่อน หากมีผื่นแดงหรือคันไม่ควรใช้ทาหน้า

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556


ความสวยเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ใครที่มีผิวสวยก็ถือว่าโชคดีมาก แต่ใครที่มีปัญหาเรื่องผิวพรรณไม่สวยเป็นสิวเป็นฝ้า ก็มีเรื่องในชีวิตประจำวันให้คิดวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอีกแถมยังต้องเสียเงินเสียทองหาเครื่องสำอางมาประทินโฉม มีใครโฆษณาว่าเครื่องสำอางยี่ห้อไหนดี มีหมอคนไหนรักษาสิวฝ้าเก่งต่างก็ดั้นด้นไปกันใหญ่ ปัจจุบันนี้จึงเห็นได้ว่าธุรกิจด้านเวชสำอางคลินิกความงามผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
สมุนไพรที่กำลังจะแนะนำให้รู้จักและนำไปใช้กันอยู่นี้ดีจริง ๆ รักษาผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาผิวพรรณไม่สวย เป็นสิวเป็นฝ้าได้ผลดีทีเดียว แถมใครที่มีผิวพรรณสวยอยู่แล้วก็ยังสามารถใช้บำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งยิ่งขึ้นไปอีก
สมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ คือ ว่านหางจระเข้ ขมิ้นชัน มะขาม มะนาว สมุนไพรทั้ง 4 ตัวนี้เป็นสมุนไพรที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วในรูปของการใช้รักษาโรค แล้วสมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณช่วยเสริมความงามได้อย่างไร
ว่านหางจระเข้ : ช่วยให้ใบหน้าสวยเปล่งปลั่ง
ว่านหางจระเข้จะช่วยให้ใบหน้าคุณสวยเปล่งปลั่งได้อย่างไรบ้าง
1. สามารถรักษาผิวไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือผิวที่ถูกแสงแดดเผาไหม้จนเกรียมได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว ว่านหางจระเข้นี้จัดเป็นยาเย็น ส่วนมากใช้แล้วจะรู้สึกเย็นสบายบริเวณผิวหนังที่แสบร้อนจากการเผาไหม้
วิธีใช้ นำว่านหางจระเข้สักก้านหนึ่งเลือกก้านที่แก่ ๆ สักหน่อย ล้างน้ำให้สะอาดฝานเอาเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งอย่าให้มีเมือกสีเหลือง ๆ ติดอยู่ เพราะอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ให้ใช้แต่วุ้นสีขาวเอาไปทา หรือถ้าเป็นแผลจากน้ำร้อนลวกและไฟไหม้ ก็ฝานวุ้นว่านหางจระเข้ไปวางทับที่ปากแผล
2. สามารถช่วยลดอาการที่เกิดจากผื่นคันที่มีสาเหตุมาจากการแพ้สารเคมีต่าง ๆ ใครที่ผ่านการใช้เครื่องสำอางที่มีสารเคมีเยอะกัดผิวหน้าจนแดงเป็นปื้น หันมาใช้ว่านหางจระเข้ ช่วยรักษาดีกว่า จะได้ฟื้นฟูสภาพผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งเหมือนเดิม
วิธีใช้ เช่นเดียวกับการรักษาแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
3. ลบรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวและฝ้าบนใบหน้า หลายคนที่เจอกับปัญหานี้ ก็ลองหันมาใช้ว่านหางจระเข้รักษาดู ในกลุ่มวัยรุ่นมักจะเจอปัญหารอยแผลเป็นจากสิว ใบหน้าเป็นจุดด่างดำ แต่ขอแจ้งให้ทราบนิดหนึ่งว่าอย่านำว่านหางจระเข้ไปใช้รักษาสิว เพราะตัวมันเองไม่มีสรรพคุณเช่นนั้น แต่ในกรณีที่เป็นสิวที่มีหนอง หัวใหญ่ก็สามารถใช้แหะที่หัวสิวนั้นได้ เพราะว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบได้ ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่ วัยทำงานขึ้นมาหน่อยก็มักจะเจอปัญหาใบหน้าเป็นฝ้า จุดด่างดำ เพราะอายุมากขึ้น
วิธีใช้ ก็ใช้เมือกวุ้นที่ล้างสะอาดแล้วทาบริเวณที่เป็นฝ้านั้นทุกวันเช้า-เย็น ระยะเวลาติดต่อกันนานเป็นเดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล สำหรับคนผิวมันนั้นสามารถใช้ว่านหางจระเข้ตัวเดียวได้ แต่สำหรับคนที่มีผิวแห้งควรจะใช้ควบคู่กับครีมบำรุงผิวประเภทให้ความชุ่มชื้นกับผิวหน้า
มะนาว : รักษาสิวลดผิวมันบนใบหน้า
มะนาวเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่ใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลังบีบเอาน้ำมะนาวไปใช้แล้ว เปลือกมันยังนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย โดยการนำไปทาตามบริเวณข้อศอก หัวเข่าหรือส้นเท้าแตก จะช่วยให้ผิวบริเวณนั้นนุ่มนวล และขาวขึ้นได้
วิธีการรักษาโดยใช้มะนาว
1. ใครที่เป็นสิวเป็นฝ้าให้ใช้น้ำมะนาวทาบาง ๆ บนใบหน้าทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ใช้ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีสิวมาเยือน น้ำมะนาวเป็นยามีฤทธิ์ลดการอักเสบ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ป้องกันโรคที่ทำลายผิวหนัง อย่างสิวก็จัดเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง
2. รักษาผิวมัน ใครที่มีปัญหาผิวมันคงรู้สึกเหนอะหนะรำคาญเหมือนกัน ประเดี๋ยวก็ต้องควักกระดาษซับมันมาซับความมันบนใบหน้าบ่อย ๆ แต่งหน้าก็ไม่ค่อยสวย เป็นต้น กรณีนี้มะนาวช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ โดยใช้มะนาวผสมกับน้ำมันทาผิว ใช้เป็นประจำผิวคุณจะสวย นุ่มนวลและหายมันไปเลย
3. สำหรับคนที่ผิวแห้งก็ใช้ได้ เพียงแต่ตอนใช้นั้นต้องเพิ่มน้ำมันมะกอกหรือกลีเซอรีนเข้าไปอีกตัวหนึ่ง จะช่วยทำให้ผิวไม่แห้งเป็นขุยได้
ครีมมะนาวสำหรับบำรุงผิว
ส่วนผสม
1. น้ำมะนาว 20 ส่วน
2. กลีเซอรีน 72 ส่วน
3. การบูร 7 ส่วน
4. น้ำหอมแต่งกลิ่น 1 ส่วน
วิธีผสม
นำส่วนผสมทั้งหมดผสม คนให้เข้ากันจะได้ส่วนผสมที่เหนียวพอสมควร
วิธีใช้
ใช้ทาก่อนนอนทุกคืน จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้สวย ขาว นุ่มนวลอย่างมากทีเดียว
ขมิ้น : ลดการอักเสบของผิวสวยจากสิว
จะใช้ขมิ้นอ้อนหรือชมิ้นชันก็ได้ เพราะทั้งสองชนิดมีสารระเหยที่เป็นประโยชน์อยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว ขมิ้นนี้จัดว่าเป็นยาที่ช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้อย่างดีทีเดียว พบว่า มีการนำขมิ้นมาใช้ทาตัวเด็กทารกที่มักจะเป็นผดผื่นขึ้นตามตัวประมาณ 3-5 วัน หรือทำบ่อย ๆ ผดผื่นนั้น จะแห้งและตกสะเก็ดไปเอง และสามารถช่วยลดอาการคันได้อีกด้วย
ใครที่มีปัญหาเรื่องสิว ให้นำขมิ้นที่ตากแห้งและบดเป็นผง มาผสมน้ำ ทาบาง ๆ บนใบหน้าเช้า-เย็น หรือเฉพาะช่วงเย็นเท่านั้นก็ได้ไม่ผิดกติกา ผงขมิ้นจะช่วยให้หัวสิวแห้งและตกสะเก็ดเหมือนกับที่ใช้รักษาผดผื่นในเด็ก
สรรพคุณของการใช้ขมิ้นเพื่อรักษาผิวพรรณให้สวยนั้นต้องยกให้ชนชาติพม่า เพราะใช้มานานจนขึ้นชื่อไปทั่วโลก สาวคนไหน ก็อยากมีผิวสวยอย่างสาวพม่ากันทั้งนั้น สำหรับสาวในเมืองไทย นั้นก็มีบันทึกว่าใช้ขมิ้นเพื่อความงามมานานแล้วไม่น้อยเหมือนกัน หลังจากอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้วสาว ๆ ก็จะใช้ขมิ้นผงหรือขมิ้นสดลูบไล้ทั่วผิวหน้าและเรือนร่าง เพื่อเพิ่มความงามความผุดผาดของผิวพรรณ
มะขาม : ช่วยแก้ไขปัญหาผิวแห้งกระด้างเป็นขุย
มะขามเป็นความงามจากก้นครัวอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กันต่อเนื่องมายาวนานบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายในยุคเก่าคุ้นเคยกันมากกับการนำมะขามมาใช้อาบน้ำ-ล้างหน้า แทนการใช้สบู่หรือครีมล้างหน้า และครีมอาบน้ำ จะช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง แสบ หรือคัน
คนที่มีปัญหาผิวแห้ง กระด้าง ขาดความชุ่มชื้น ดูแล้วไร้ชีวิตชีวา ถ้าหันมาใช้มะขามเปียกประมาณ 1 กำมือ ใช้ถูเนื้อตัวร่างกาย ทำความสะอาดผิวหน้าทุกวัน ไม่นานจะเห็นผลทันทีเลยว่าผิวที่เคยมีปัญหามาตลอดนั้นจะนุ่ม ผิวไม่แห้งเนื้อตัวไม่ตึง ไม่คัน เห็นได้ว่าผิวพรรณมีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อเลย หรือท่านที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นหรือช่วงหน้าหนาวแล้ว ยิ่งน่าจะหันมาใช้มะขามเปียกแทนการใช้สบู่ แล้วคุณจะพบว่าหน้าหนาวนี้ผิวคุณจะสวยตลอดฤดูกาลนั้นทีเดียว พออาบน้ำเสร็จก็อาจจะใช้ขมิ้นลูบไล้ผิวกาย ผิวหน้าเพิ่มความสวยอีกดีกรียิ่งดีใหญ่
หรือถ้าอยากจะทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก ก็ให้ใช้มะขามเปียกแช่น้ำให้เหนียว ๆ หน่อยเอามาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่า คุณจะพบว่าผิวของคุณสะอาดขึ้นอย่างมากทีเดียว
สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้าก็ใช้มะขามเปียกนี้รักษาได้
วิธีใช้ก็คือ เอามะขามเปียกแช่น้ำพอเหนียว แล้วเอาทั้งกากและเนื้อถูบริเวณที่เป็นฝ้าเบา ๆให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก
นอกจากนี้ยังมีสูตรการทำครีมมะขามใช้เอง สามารถใช้แทนสบู่ได้มาฝากอีกด้วย ใครที่มีปัญหาเรื่องความสวยความงามหรืออยากปรึกษาเรื่องอะไรก็ส่งจดหมายเข้ามาสอบถามกันได้
สบู่ครีมมะขามเปียก
ส่วนผสม
1. มะขามเปียก
2. นมสด
3. น้ำผึ้ง
วิธีทำ
1. เอามะขามเปียกประมาณ 2-3 ฝัก แกะเอาใยออกให้หมด
2. เอามะขามเปียกไปคั้นรวมกับนมสด 6 ช้อนแกง คั้นให้ข้นจนได้ที เสร็จแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
3. นำน้ำผึ้งผสมกับส่วนผสมที่ได้จากข้อสองแล้วคนให้เข้ากัน (สัดส่วนของสูตรในการทำสบู่ครีมมะขามสามารถปรับได้ตามความต้องการของสภาพผิวหน้า) เสร็จแล้วให้นำไปนึ่งให้สุก เพื่อช่วยยืดอายุสามารถเก็บไว้ได้นาน
วิธีใช้ ใช้เวลาล้างหน้าหรืออาบน้ำ ใช้ครีมทาบาง ๆ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออก
สรรพคุณ ใช้ล้างหน้าแทนสบู่ ชำระสิ่งสกปรก รักษาฝ้า ทำให้ผิวพรรณนุ่มนวล
http://www.thaikasetsart.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/